EN | TH
Dentist Dental In Pattaya

Dental tips

Dentist Dental In Pattaya

คำแนะนำหลังจากถอดเครื่องมือจัดฟัน

สาเหตุที่ต้องใส่รีเทนเนอร์

หลังจากเครื่องมือจัดฟันแล้ว คนไข้จะได้รับเครื่องมือที่เรียกว่า รีเทนเนอร์ (Retainer) ซึ่งจะคงสภาพฟันที่จัดแล้วให้เรียงตัวให้คงสภาพสวยตลอดไป

ระยะเวลาในการใส่รีเทนเนอร์

ใส่ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟันของท่าน โดยส่วนใหญ่แล้วในปีแรกหลังจากถอดเครื่องมือควรใส่รีเทนเนอร์ตลอดเวลา ถอดเฉพาะเวลารับประทานอาหารและแปรงฟันเท่านั้น หลังจากนั้นทันตแพทย์จะแนะนำอีกครั้งว่าควรใส่รีเทนเนอร์อีกนานเท่าใด

วิธีเก็บรักษารีเทนเนอร์

ควรเก็บรีเทนร์ไว้ในกล่องพลาสติกที่สามารถพกพาได้สะดวก ไม่ควรห่อด้วยกระดาษทิชชู เพราะอาจสูญหายได้ และอาจทำให้รีเทนเนอร์รูปร่างเปลี่ยนได้

การทำความสะอาดรีเทนเนอร์

ควรแปรงรีเทนร์ด้วยแปรงสีฟันกับน้ำยาล้างจาน หรือแช่ในน้ำที่มีเม็ดฟู่ทำความสะอาดรีเทนเนอร์

ถ้ารีเทนเนอร์ชำรุดหรือสูญหาย

ควรรีบติดต่อทันตแพทย์จัดฟันของท่านเพื่อทำรีเทนเนอร์ใหม่ทันที การไม่ใส่รีเทนเนอร์นานๆ จะมีผลให้ฟันกลับไปสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนจัดฟันได้

วิธีเก็บรักษารีเทนเนอร์

เนื่องจากก่อนจัดฟัน ฟันเคยซ้อน เก ห่าง หรือยื่นมาก่อน หลังจากจัดฟันเสร็จตำแหน่งของฟันนั้นได้เปลี่ยนไปจากเดิมตั้งแต่เกิด จึงจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาให้ฟันได้ปรับตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งใหม่หลังการจัดฟัน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ฟันกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนการจัดฟัน เช่น แรงจากการบดเคี้ยวและกัดอาหาร เมื่อมีแรงมากระทำต่อตัวฟันหรือแรงดุนจากลิ้น ฟันก็สามารถเคลื่อนกลับไปสู่ตำแหน่งเดิมก่อนการจัดฟันได้ การใส่รีเทนเนอร์จะช่วยประคองฟันไว้ไม่ให้เคลื่อนจากตำแหน่งที่ได้จัดฟันไว้เรียบร้อยแล้ว

คำแนะนำหลังการฟอกสีฟัน

คำแนะนำในการดูแลรักษาฟันหลังการฟอกสีฟัน

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสี เช่น ชา, กาแฟ, น้ำอัดลม, ไวน์แดง และอื่นๆ เป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากฟันที่เพิ่งได้รับการฟอกสีฟันมาจะสามารถดูดซึมสีได้ง่าย

หลีกเลี่ยงอาหารที่เย็นหรือร้อนจัดเป็นเวลา 2 วัน เพราะอาจทำให้รู้สึกเสียวฟันได้

วิธีการดูแลรักษาฟันให้ขาวนานยิ่งขึ้น

  • ใช้ยาสีฟันเพื่อทำให้ฟันขาว (Whitening Toothpaste) เป็นประจำ
  • พบทันตแพทย์เพื่อทำความสะอาดและขัดฟันทุก 3-4 เดือน
  • หลังจากดื่มเครื่องดื่มที่มีสี หรือสูบบุหรี่ ให้ดื่มน้ำเปล่าตามทุกครั้ง เพราะน้ำเปล่าสามารถช่วยล้างสีที่ผิวฟันได้

คำแนะนำหลังผ่าฟันคุด

  • ไม่ควรรบกวนบริเวณแผล หลีกเลี่ยงการแตะแผลด้วยลิ้น , นิ้ว, ผ้าเช็ดหน้าต่างๆ หรืออื่นๆ
  • ห้ามถ่มน้ำลาย , เลือด หรือบ้วนน้ำ เนื่องจากแผลอาจขยับ และทำให้เลือดไหลเพิ่มขึ้น โปรดกลืนน้ำลาย
  • ในวันแรกควรทานยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการปวด อาจใช้ความเย็นประคบเพื่อบรรเทาอาการปวดและบวมในสองวันแรก
  • ในวันแรกควรทานอาหารอ่อนหรือเหลว เพื่อป้องกันเศษอาหารเข้าไปติดแผล
  • ยาปฏิชีวนะสำหรับป้องกันการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นต้องทานตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การทานยาที่ไม่ต่อเนื่องอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  • ควรใช้น้ำยาบ้วนปาก (ที่ให้ไป) กลั้ววันละ 2 ครั้ง เช้า - ค่ำ อมไว้ในปาก 1 นาที (ใช้ตามคำแนะนำข้างขวด ใช้จนกว่าน้ำยาจะหมด)
  • ให้แปรงฟันได้ตามปกติ แตกควรหลีกเลี่ยงการกระแทกโดนบริเวณแผล
  • ในวันที่ 3 หลังผ่าตัด ให้อมน้ำเกลืออุ่นๆ บ้วนปากบ่อยๆ (เกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว) 3-5 ครั้งต่อวัน จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • การบวมช้ำหรือมีจ้ำเขียว เป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกาย แต่หากมีการบวมมากผิดปกติ ควรติดต่อพบทันตแพทย์
  • ในคืนแรกควรหนุนหมอนสูง (ใช้หมอน2 ใบ) เพื่อลดการบวมในบริเวณที่ผ่าตัด
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

คำแนะนำหลังผ่าตัดปลูกรากเทียม

  • ไม่ควรรบกวนบริเวณแผล หลีกเลี่ยงการแตะแผลด้วยลิ้น , นิ้ว , ผ้าเช็ดหน้าต่างๆ หรืออื่นๆ
  • ห้ามถ่มน้ำลาย, เลือด หรือบ้วนน้ำ เนื่องจากแผลอาจขยับ และทำให้เลือดไหลเพิ่มขึ้น โปรดกลืนน้ำลาย
  • หากมีเลือดออกเพิ่มให้ใช้ผ้าก็อตสะอาดวางบริเวณแผล กัดเบาๆ ประมาณ 15 นาที
  • ในวันแรกควรทานยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการปวด อาจใช้ความเย็นประคบเพื่อบรรเทาอาการปวดและบวมในวันแรก
  • ในวันแรกควรทานอาหารเหลว เพื่อป้องกันเศษอาหารเข้าไปติดแผล ในอาทิตย์แรกควรทานอาหารอ่อน และเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ หากรับประทานอาหารได้น้อยควรทานอาหารเสริม หรือไวตามินเพิ่ม ใน 1-2 อาทิตย์แรกห้ามเคี้ยวอาหาร หรือมีแรงกดในบริเวณที่ฝั่งรากเทียม
  • ไม่ควรใส่ฟันปลอม หรือหากจำเป็น ฟันปลอมจะต้องได้รับการปรับแต่งเพื่อลดแรงกดที่แผล แรงกดจากการบดเคี้ยวหรือจากฐานฟันปลอม อาจทำให้แผลแยก การหายของแผลช้าลง หรือส่งผลให้รากเทียมที่ปลูกไว้หลุดได้
  • ยาปฎิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ)ให้เพื่อการป้องกันการติดเชื้อในระยะแรก เพราะฉะนั้นยาที่ได้รับไป ต้องทานตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การทานยาที่ไม่ต่อเนื่องอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  • การรักษาความสะอาด สำคัญมากต่อการหายของแผล
    • ควรใช้น้ำยาบ้วนปาก (ที่ให้ไป) บ้วนวันละ 2 ครั้ง เช้า - ค่ำ อมไว้ในปาก 1 นาที (ใช้ตามคำแนะนำข้างขวด ใช้จนกว่าน้ำยาจะหมด)
    • ให้แปรงฟันได้ตามปกติ แตกควรหลีกเลี่ยงการกระแทกโดนบริเวณแผล
    • ในวันที่ 3 หลังผ่าตัด ให้อมน้ำเกลืออุ่นๆ บ้วนปากบ่อยๆ (เกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำอุ่น 1 ลิตร) 3-5 ครั้งต่อวัน จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • การบวมช้ำหรือมีจ้ำเขียว เป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกาย แต่หากมีการบวมมากผิดปกติ ควรติดต่อพบทันตแพทย์
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ในคืนแรกควรหนุนหมอนสูง (ใช้หมอน2 ใบ) เพื่อลดการบวมในบริเวณที่ผ่าตัด

คำแนะนำหลังการถอนฟัน

  • หลังถอนฟันให้กัดผ้าก๊อซให้แน่น 1 ซ.ม. (1/2 ซ.ม. ถ้าเป็นการถอนฟันน้ำนม) อย่าพูดหรือเคี้ยวผ้าก๊อซเล่น
  • หลังเอาผ้าก๊อซออก หากพบว่ายังมีเลือดออกจากแผลที่ถอนฟันให้วางผ้าก๊อซชิ้นใหม่ที่แผลถอนฟัน และกัดต่อให้แน่นอีก 1/2 ซ.ม.
  • ไม่บ้วนน้ำลายหรือกลั้วปากแรงๆ ภายใน 24 ช.ม. หลังถอนฟัน ควรแปรงฟันให้สะอาดหลังอาหาร และก่อนนอน โดยระวังอย่าให้โดนบริเวณแผล
  • ตลอดหนึ่งสัปดาห์หลังจากวันที่ถอนฟัน ให้อมน้ำเกลือบ้วนปากเบาๆ (ใช้เกลือป่น 1/2 ช้อนชาผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว)
  • รับประทานยาตามที่ทันตแพทย์แนะนำ :
    • ยาแก้ปวด รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด เมื่อมีอาการปวด
    • ยาปฏิชีวนะ (เฉพาะบางราย) ต้องรับประทานให้ครบจนยาหมด

คำแนะนำหลังการทำศัลยกรรมในช่องปาก

ในการผ่าตัดฟันคุด และศัลยกรรมในช่องปากอื่นๆ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับข้อแนะนำหลังการถอนฟัน และมีข้อควรปฏิบัติเพิ่มเติม ดังนี้

  • ในวันแรกหลังการผ่าตัด ควรประคบเย็นด้านนอกปาก บริเวณที่ใกล้แผลผ่าตัด โดยใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบ เพื่อช่วยลดอาการบวมที่จะเกิดขึ้น ไม่ควรอมน้ำแข็ง
  • เริ่มประคบร้อนในวันที่ 2 โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น่จัดบิดให้หมาด อาการบวมจะลดลงเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์
  • งดการใช้งานของฟันด้านที่รับการผ่าตัดจนแผลหายดี งดการออกกำลังกายที่หักโหม และกีฬาทางน้ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  • สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด ควรรับประทานอาหารอ่อน งดอาหารเผ็ด และร้อนจัด
  • กลับไปพบทันตแพทย์ตามที่นัดหมาย (ประมาณ 1-2 สัปดาห์) เพื่อตัดไหม และตรวจดูความเรียบร้อยของแผลผ่าตัด

คำแนะนำหลังการรักษารากฟัน

  • หลังการรักษารากฟัน อาจมีอาการปวดอยู่ 2-3 วัน ให้รับประทานยาแก้ปวด เพื่อบรรเทาอาการ
  • สัปดาห์แรกหลังการรักษา ควรรับประทานอาหารอ่อน หรือเคี้ยวอาหารโดยใช้ฟันข้างที่ไม่ได้รับการรักษา และงดการใช้ฟันที่รักษาเคี้ยวอาหารแข็ง จนกว่าการครอบฟัน หรืออุดฟันถาวรจะเสร็จสมบูรณ์
  • หากพบว่าอาการปวดไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา หรือมีอาการบวมเกิดขึ้น ควรปรึกษาทันตแพทย์ที่ให้การดูแล เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

คำแนะนำหลังการขูดหินปูน และผ่าตัดเหงือก

  • หลังการขูดหินปูนภายใน 24 ช.ม. ไม่ควรบ้วนปากบ่อยๆ เพราะอาจทำให้เลือดออกตามไรฟันมากขึ้น
  • หลังการขูดหินปูน 2-3 วันแรก อาจมีอาการเสียวฟันเมื่อดื่มน้ำเย็น หรือขณะแปรงฟัน และระบมที่เหงือกเล็กน้อย ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร้อนหรือเย็นจัด
  • การแปรงฟันให้สะอาดร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันตามที่ทันตแพทย์แนะนำ จะช่วยลดอาการเสียวฟัน และอักเสบของเหงือกให้เป็นปกติได้เร็วขึ้น
  • หลังการผ่าตัดเหงือก ควรรับประทานอาหารอ่อน งดการใช้งานของฟันด้านที่รับการผ่าตัดจนแผลหายดี
  • งดการออกกำลังกายที่หักโหม และกีฬาทางน้ำซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  • รับประทานยาตามที่ทันตแพทย์แนะนำ :
    • ยาแก้ปวด รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด เมื่อมีอาการปวด
    • ยาปฏิชีวนะ (เฉพาะบางราย) ต้องรับประทานให้ครบจนยาหมด
    • น้ำยาอมบ้วนปาก (เฉพาะบางราย) ใช้ตามคำแนะนำ
  • กลับไปพบทันตแพทย์ตามที่นัดหมาย (ประมาณ 1-2 สัปดาห์) เพื่อตัดไหม และตรวจดูความเรียบร้อยของแผลผ่าตัด

คำแนะนำหลังการใช้ยาชาเฉพาะที่

ควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในคนไข้เด็ก ผู้สุงอายุ และผู้ที่มีโรคทางระบบ หรือได้รับยาซึ่งอาจลดความสามารถในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ

  • ยาชาเฉพาะที่จะมีฤทธิ์อยู่นาน 2-3 ช.ม. หลังการรักษา
  • ควรดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการกัดริมฝีปาก ลิ้นหรือกระพุ้งแก้มขณะที่ยังชาอยู่
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ต้องเคี้ยวขณะที่ยังรู้สึกชา หากจำเป็นให้รับประทานอาหารอ่อน และเคี้ยวโดยใช้ฟันข้างที่ไม่ได้รับการรักษา
  • หากกัดโดนริมฝีปาก ลิ้น หรือกระพุ้งแก้มเป็นแผล อาจมีเลือดออก หรือบวมร่วมด้วย ใช้ผ้าสะอาดกดไว้จนเลือดหยุด แผลจะมีอากรเจ็บหรือระบมเมื่อหายชา หากจำเป็นให้รับประทานยาแก้ปวด
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสเปรี้ยวหรือรสเผ็ด รักษาบริเวณแผลที่กัดให้สะอาด ไม่จำเป็นต้องใส่ยาที่แผล จะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์

คำแนะนำหลังการใช้ยาลดความกังวล

  • งดอาหารทุกชนิดและนม (ยกเว้นน้ำเปล่า) อย่างน้อย 4 ช.ม. ก่อนเวลานัด
  • หากเริ่มเป็นหวัดหรือมีไข้ก่อนวันนัด กรุณาติดต่อศูนย์ทันตกรรมทันที เพื่อปรึกษาทันตแพทย์ประจำ
  • หลังรับประทานยาลดความกังวล เด็กอาจร้องไห้งอแงกอ่นที่จะหลับ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยา ควรมีผู้ปกครองอยู่ดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา

การดูแลหลังการรักษา

  • กรณีที่ผู้ปกครองขับรถมาเอง ควรมีผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งดูแลเด็กในระหว่างที่นังรถกลับบ้าน เพราะยาที่ใช้จะมีผลทำให้เด็กง่วงนอนต่ออีก 3-4 ช.ม. หลังกการรักษา
  • เมื่อกลับถึงบ้านให้ผู้ป่วยนอนพักในที่สบาย และดูแลจนตื่นเต็มที่
  • เด็กบางคนอาจหลับต่อเนื่องนาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดน้ำ ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้มีไข้ต่ำๆ ควรปลุกให้ขึ้นมาดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารอ่อน ภายหลังเสร็จการรักษาไม่เกิน 4 ช.ม.

คำแนะนำในการดมยาสลบหรือยากดความรู้สึกระดับลึก

การเตรียมตัวก่อนการรักษา

  • ควรใช้วิสัญญีแพทย์ หรือแพทย์ประจำตัวตรวจร่างกายก่อนการรักษาภายใน 1 สัปดาห์ (รวมทั้งการตรวจทางแลปที่จำเป็นตามความเห็นแพทย์)
  • หากเริ่มเป็นหวัดหรือมีไข้ก่อนวันนัด กรุณาติดต่อศูนย์ทันตกรรมทันที เพื่อปรึกษาทันตแพทย์ประจำ และหากต้องเลื่อนการรักษา ทางศูนย์ฯ จะดำเนินการติดต่อวิสัญญีแพทย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้ทราบ
  • เพื่อความปลอดภัยในการรักษา กรุณาปฏิบัติโดยเคร่งครัด :
    • ถ้าผู้ป่วยอายุ 4 ปี งดอาหารทุกชนิดและนม 6 ช.ม. งดน้ำเปล่า 4 ช.ม. ก่อนเวลานัด
    • ถ้าผู้ป่วยอายุ 4 ปี งดอาหารทุกชนิดและนม 8 ช.ม. งดน้ำเปล่า 6 ช.ม. ก่อนเวลานัด

การดูแลหลังการรักษา

  • ในกรณีทั่วไป วิสัญญีแพทย์จะอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ในวันที่รับการรักษา หลังจากรู้สึกตัวตื่น และตอบสนองได้ดี (ประมาณ 1 ช.ม. หลังการรักษา)
  • อาการข้างเคียงที่อาจพบร่วมกับการรักษา :
    • คลื่นไส้อาเจียน พบได้บ่อยใน 1-2 ช.ม. หลังการรักษา จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำจำนวนมากในช่วงนั้น
    • มีไข้ ในผู้ป่วยเด็กเล็กมีโอกาสเกิดไข้ต่ำๆ ได้ เนื่องจากร่างกายขาดน้ำ จึงแนะนำให้เริ่มดื่มน้ำหลังจาก ช.ม. แรก โดยเริ่มจากปริมาณน้อย และถ้าเด็กไม่อาเจียน จึงเพิ่มปริมาณมากขึ้น หรือให้อาหารเหลง หากมีไข้สามารถให้ยาลดไข้ร่วมด้วย
    • เจ็บคอ อาจเกิดเนื่องจากคอแห้งในระหว่างการรักษา การจิบน้ำปริมาณน้อย แต่บ่อยครั้งสามารถช่วยได้ และควรรับประทานอาหารอ่อนในวันแรก
    • เจ็บแผล หากมีการถอนฟัน หรือผ่าตัดในช่องปากร่วมด้วย ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำในหัวข้อ ศัลยกรรมในช่องปาก
  • ดูแลในช่องปากให้สะอาด โดยใช้แปรงขนอ่อนแปรงฟันหลังอาหาร และก่อนนอน
  • ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้น